สมัครสมาชิก
เข้าสู่ระบบ
ตั้งเป็นหน้าแรก
ก้าวสู่ปีที่ 12 กับ CreditOnHand
สินเชื่อ เจมันนี่
ให้บริการรับสมัคร สินเชื่อ บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด บัตรผ่อนสินค้า โอนหนี้ สินเชื่อ SME
สินเชื่อบ้าน ประกันภัยบ้าน สินเชื่อรถยนต์ ประกันภัยรถยนต์ ออนไลน์ วาไรตี้ ข่าวสาร สาระบันเทิง
หน้าหลัก บัตรเครดิต สินเชื่อบุคคล บัตรกดเงินสด บัตรผ่อนสินค้า โอนหนี้ สินเชื่อรถยนต์ สินเชื่อบ้าน สินเชื่อSME เครื่องรูดบัตร ประกันภัยบ้าน ประกันภัยรถยนต์ บทความ บ้านและรถมือสอง ติดต่อเรา

เรียนแพทย์ 6 ปี ต้องเจออะไรบ้าง ใช้คะแนนอะไรในการสอบเข้า มหาวิทยาลัยที่เปิดสอ

การศึกษา

แพทยศาสตร์ หรือมีชื่อเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Medicine เป็นสาขาวิชาด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพที่มีความเกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพ การรักษาอาการเจ็บป่วย หรือการรักษาโรคต่าง ๆ ซึ่งถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งสาขาวิชาที่เรียนยาก และจะต้องมีความขยัน อดทน ในการเรียนสูงเลยทีเดียว เพราะแพทย์ที่จบออกมาจะต้องใช้ความรู้และทักษะความสามารถในการดูแลผู้ป่วยให้หายจากอาการเจ็บป่วยหรือโรคต่าง ๆ

แพทยศาสตร์ อีกหนึ่งคณะในฝันของเด็ก ๆ

ซึ่งการเรียนด้านการแพทย์สามารถแบ่งออกเป็นสาขาวิชาหรือด้านฉพาะทางได้มากมาย เช่น กุมารเวชศาสตร์, อายุรศาสตร์, ศัลยศาสตร์, ศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์ (ศัลยศาสตร์กระดูก), สูติศาสตร์, นรีเวชวิทยา, โสตศอนาสิกวิทยา, นิติเวชศาสตร์, จักษุวิทยา, จิตเวชศาสตร์,รังสีวิทยา,ตจวิทยา, พยาธิวิทยา, เวชศาสตร์ชุมชน, อาชีวเวชศาสตร์, เวชศาสตร์ฟื้นฟู, เวชระเบียน, เวชสถิติ ฯลฯ และในแต่ละสาขายังแบ่งย่อยเป็นสาขาย่อยลงไปอีกตามอวัยวะหรือกลุ่มของโรค เช่น ศัลยศาสตร์หัวใจและทรวงอก, อายุรศาสตร์โรคไต เป็นต้น

อยากเรียนแพทย์ ต้องสอบอะไรบ้าง?

รับตรงผ่าน กสพท เป็นสนามสอบเข้าเรียนต่อคณะแพทยศาสตร์ (และยังรวมถึงทันตแพทย์ สัตวแพทย์ และเภสัชศาสตร์ อีกด้วย) ซึ่งถือได้ว่าเป็นสนามการสอบแพทย์ที่ใหญ่มาก ๆ โดยเปิดกว้างรับผู้สมัครสอบทั่วทุกจังหวัด ก่อนอื่นเรามาดูกันก่อนเลยว่าใครสามารถสอบ กสพท ได้บ้าง?

1. คณะแพทยศาสตร์ รับทั้งเด็กที่จบสายวิทย์-คณิตฯ และสายศิลป์ ส่วนเด็กซิ่วที่ยังเรียนอยู่ในปี 1 สมัครได้ไม่ต้องลาออก และต้องไม่ศึกษาอยู่ในคณะที่ต้องการสมัครใหม่ด้วย

2. GPAX เกรดเฉลี่ยสะสมระดับ ม.ปลาย

3. ต้องมีคะแนนสอบ 9 วิชาสามัญ ต้องมีวิชาที่ใช้ในการพิจารณาดังนี้

วิทยาศาสตร์ (ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา) : 40%
คณิตศาสตร์ 1 : 20%
ภาษาอังกฤษ : 20%
ภาษาไทย : 10%
สังคมศึกษา : 10%

4. คะแนนสอบวิชาความถนัดแพทย์ : 30 %

5. ผลคะแนนสอบ O-NET ( วิทย์ คณิต อังกฤษ ไทย สังคม) รวมกันต้องได้ 60 % หรือ 300 คะแนน (ทั้งนี้คะแนน O-NET จะขึ้นอยู่กับมหาวิทยาลัยว่ามีการกำหนดเกณฑ์เอาไว้อย่างไร ซึ่งน้อง ๆ สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์คณะแพทยศาสตร์ของแต่ละมหาวิทยาลัยหรือสถาบันได้เลยค่ะ)

** ทั้งนี้เกณฑ์ที่ใช้คัดเลือกในแต่ละปี อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงได้ น้อง ๆ จะต้องคอยติดตามรายละเอียดของแต่ละมหาวิทยาลัย หรือที่เว็บไซต์ของ กสพท

การสมัครสอบในรูปแบบอื่น ๆ

นอกจากจะมีการรับสมัครผ่านทาง กสพท แล้ว การสมัครเรียนแพทย์ยังสามารถสมัครเข้าโครงการต่าง ๆ กับทางมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนได้ด้วย ทั้งระบบโควตา มหาวิทยาลัยจะทำการจัดสอบเอง เช่น MD02 ของ ม.ขอนแก่น เป็นต้น : Link คลิกที่นี่, ระบบ Cpird Odod (แพทย์ชนบท) ระบบรับตรง ที่มหาวิทยาลัยเป็นคนจัดสอบเอง เป็นต้น

นักศึกษาแพทย์เขาเรียนอะไรกันบ้างใน 6 ปี?

ปี 1 : เรียนปรับพื้นฐานกันก่อนเลย

สำหรับในปี 1 จะเป็นปีเดียวที่น้อง ๆ จะได้เรียนเหมือนเด็กคณะอื่น ๆ คือ เรียนตามตารางเรียนประมาณ 8.00 น.-16.00 น. (บางวันอาจจะเรียนเต็มวัน ส่วนในบางวันอาจจะเรียนแค่ครึ่งวัน) ทำให้น้อง ๆ ยังพอมีเวลาในการทำกิจกรรมอื่น ๆ ได้ ส่วนวิชาที่จะเรียนในปี 1 นี้ ก็จะเป็นวิชาเรียนคล้าย ๆ กับตอน ม.ปลาย เลย คือจะเน้นวิชาฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ (ที่ใช้ในการแพทย์) เป็นหลัก แต่ว่าจะเรียนลงลึกมากยิ่งขึ้นและยากขึ้นกว่าเดิม ดังนั้นจึงทำให้การเรียนในปี 1 นั้น ดูเบาไปเลย แถมยังมีเวลาว่างให้น้อง ๆ ได้ทำสิ่งต่าง ๆ อีกด้วย

ปี 2 : ก้าวแรกสู่การเรียนแพทย์

พอขึ้นปี 2 น้อง ๆ ก็จะเรียนรู้เกี่ยวกับศาสตร์ทางการแพทย์เพิ่มมากยิ่งขึ้นกว่าปี 1 เยอะเลยทีเดียว โดยเนื้อหาในปีนี้น้อง ๆ จะได้เรียนเกี่ยวกับโครงสร้างของร่างกายและระบบการทำงานของร่างกายอย่างละเอียด เช่น ระบบประสาท ระบบเลือด ฯลฯ (ซึ่งเรียกได้ว่าน้อง ๆ จะต้องรู้ลึกไปถึงกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ของร่างกายว่ามีหลอดเลือดชนิดไหนบ้างที่ไปหล่อเลี้ยงให้สามารถทำงานได้ตามปกติ) นอกจากนี้ยังจะต้องเรียนรู้ในวิชาอื่น ๆ อีก เช่น วิชาทางกายวิภาค สรีรวิทยา พันธุศาสตร์ เป็นต้น พร้อมทั้งน้อง ๆ ยังจะได้พบกับอาจารย์ใหญ่และกล่าวคำปฏิญาณ อีกด้วย

ปี 3 : ร่างกายของเราป่วยได้อย่างไร

ตอนเรียนปี 2 น้อง ๆ จะเน้นการเรียนเกี่ยวกับระบบต่าง ๆ ของร่างกาย พอขึ้นมาปี 3 น้อง ๆ ก็จะเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ ที่ทำให้ร่างกายของเราเกิดอาการเจ็บป่วยหรือทำให้ร่างกายผิดปกติ ทั้งการเรียนรู้จักกับเชื้อโรคชนิดต่าง ๆ สาเหตุของการเกิดโรค เช่น หลักภูมิคุ้มกันวิทยา, ปรสิตวิทยา, พยาธิทั่วไป, เวชศาสตร์ชุมชนฯ เป็นต้น และนอกจากนี้ยังเรียนเกี่ยวกับยาชนิดต่าง ๆ ที่ใช้ในการรักษาโรค (ระดับพื้นฐาน) อีกด้วย

และที่สำคัญในชั้นปีนี้ น้อง ๆ ยังจะต้องเจอเรื่องยากอีกหนึ่งเรื่องก็คือ การสอบใบประกอบวิชาชีพทางการแพทย์ขั้นที่ 1 ซึ่งจะทำการสอบตอนจบปี 3 เป็นการสอบความรู้ที่เราได้เรียนมาตลอดทั้ง 3 ปี โดยข้อสอบจะเป็นแบบตัวเลือกทั้งหมด แบ่งการสอบออกเป็นรอบเช้า 150 คะแนน และรอบบ่าย 150 คะแนน รวมเป็น 300 คะแนน ถ้าสอบไม่ผ่านในรอบแรกน้อง ๆ สามารถสอบซ่อมได้อีกหนึ่งรอบ (บอกได้คำเดียวเลยว่าเนื้อหาเยอะมาก น้อง ๆ จะต้องจำและทำความเข้าใจให้ดีเลย)

ปี 4 : เริ่มใกล้คำว่าแพทย์มากขึ้น.. ได้ดูแลคนไข้แล้ว

บอกลาการปิดเทอมไปได้เลย เพราะการเรียนในปีนี้ไม่ใช่เพียงแค่เรียนในห้องเรียนเพียงอย่างเดียวแล้ว แต่น้อง ๆ จะเรียนรู้บนหอผู้ป่วย (วอร์ด) ซึ่งจะเป็นการเรียนรู้จากผู้ป่วยโดยตรงเลย โดยจะเป็นการแบ่งออกเป็นกลุ่มย่อย ๆ เพื่อไปดูแลผู้ป่วยตามวอร์ดตลอดทั้งปี ในแต่ละวอร์ดจะมีเนื้อการเรียนรู้ที่แตกต่างกันออกไป เช่น วอร์ดสูติ-นรีเวช ก็จะเน้นไปที่โรคของผู้หญิง, วอร์ดเด็กก็จะเน้นไปที่โรคที่เกิดขึ้นกับเด็ก เป็นต้น

ในตอนวนวอร์ดน้อง ๆ จะได้รับคนไข้ ซึ่งน้อง ๆ จะต้องทำการสอบถามประวัติของคนไข้ ตรวจร่างกาย ทำการวินิจฉัยโรค และให้คำแนะนำหรือแนวทางการรักษาโรคในเบื้องต้น โดยจะมีอาจารย์ผู้คุมวอร์ดเป็นคนดูแลและให้ความรู้กับเราอีกที ในการให้คำปรึกษาและแนวทางการรักษาโรคในขั้นลึกลงไป

นอกจากจะมีการเปลี่ยนวอร์ดตลอดทั้งปีแล้ว น้อง ๆ ยังต้องเข้าเวรอีกด้วย ซึ่งน้อง ๆ จะได้รับมอบหมายให้มีการอยู่เวรนอกเวลาราชการ วันเสาร์-อาทิตย์ หรือในเทศกาลหยุดยาว ทำให้เวลาว่างที่น้อง ๆ เคยมีก็จะหายไป มีเวลาส่วนตัวน้อยลง ดังนั้นน้อง ๆ ควรที่จะต้องหาวิธีในการปรับตัวให้ดีเลย ไม่งั้นอาจจะเราเรียนไม่ไหวได้นะ

ปี 5 : เรียนหนักขึ้น เพื่อให้ตัวเองเป็นแพทย์ที่เก่ง

สำหรับรูปแบบการเรียนในชั้นปีที่ 5 จะเหมือนกับปี 4 คือแบ่งออกเป็นกลุ่มย่อย ๆ และวนไปตามวอร์ดต่าง ๆ ตลอดทั้งปี แต่ก็จะมีความแตกต่างกันตรงที่วอร์ดที่น้อง ๆ วนกันนั้น จะเป็นวอร์ดที่ยังไม่เคยเจอในตอนปี 4 เช่น แผนกจิตเวช, แผนกนิตเวช เป็นต้น (การวอร์ดในแต่ละสถาบันการศึกษาอาจจะมีความแตกต่างกันออกไป ตามที่สถาบันได้จัดเอาไว้)

แต่ก็แอบโหดอยู่เหมือนกันจากตอนปี 4 น้อง ๆ อาจจะมาถึงวอร์ดได้ตอน 7 โมง แต่พอขึ้นปี 5 มา น้อง ๆ อาจจะต้องมาถึงวอร์ดประมาณตี 4 และอยู่จนถึงรุ่งเช้าของอีกวันก็มีนะ และก็ยังต้องมีการเข้าเวรเหมือนปี 4 นอกจากนี้น้อง ๆ ก็ยังจะได้สอบถามประวัติของคนไข้ ตรวจร่างกาย ทำการวินิจฉัยโรค ให้การรักษาผู้ป่วย ร่วมกับอาจารย์ผู้ควบคุมมากยิ่งขึ้น และยังช่วยเย็บแผล ทำคลอดอีกด้วย

แต่สิ่งที่สำคัญในชั้นปีนี้ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะน้อง ๆ จะต้องเตรียมตัวสอบใบประกอบวิชาชีพทางการแพทย์ขั้นที่ 2 ด้วย ซึ่งจะทำการสอบตอนเรียนจบชั้นปี 5 เป็นการสอบความรู้ในชั้นปีที่ 4 และ 5 ที่ได้เรียนมา ทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ แบ่งการสอบออกเป็นรอบเช้าและรอบบ่าย รวม 300 คะแนน (ข้อสอบเป็นตัวเลือกแบบขั้นที่ 1)

ปี 6 : เริ่มทำงานจริงแล้ว

ปีสุดท้ายแล้วสำหรับการเรียนแพทย์ น้อง ๆ จะได้ทำงานจริงเหมือนแพทย์ตามโรงพยาบาล ไม่ว่าจะเป็นการตรวจคนไข้ ทำการรักษาโรค เย็บแผลเอง ทำคลอดเอง ทำการผ่าตัดเล็กเอง (โดยจะมีอาจารย์เป็นผู้ควบคุมดูแลอีกทีอย่างห่าง ๆ) เรียกได้ว่าเป็นปีสุดท้ายที่โหดมากเลยทีเดียว เพราะเมื่อเราขึ้นวอร์ดไปแล้วเราจะต้องทำทุกอย่างเหมือนแพทย์ที่จบไปแล้ว ใช้ความรู้ที่ได้เรียนทั้งหมด และในปีนี้เราสามารถออกไปฝึกที่โรงพยาบาลต่างจังหวัดได้ด้วย

ที่สำคัญเรายังจะต้องสอบใบประกอบวิชาชีพทางการแพทย์ขั้นที่ 3 (ขั้นสุดท้าย) ซึ่งจะทำการสอบตอนจบปี 6 ส่วนของข้อสอบนั้นจะไม่ได้เป็นแบบตัวเลือกเหมือนกับ 2 รอบที่ผ่านมา แต่จะเป็นการสอบแบบออสกี้ (OSCE) ซึ่งเป็นการสอบปฏิบัติแบบมีเสียงกริ๊งกำหนดเวลา มีทั้งหมด 30 ฐาน (มีฐานให้เราได้พักเหมือนกันนะ)

รายชื่อคณะ/วิทยาลัยแพทยศาสตร์ในไทย

คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

วิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ สถาบันสมทบของมหาวิทยาลัยมหิดล

คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช สถาบันสมทบของมหาวิทยาลัยมหิดล

กลุ่มนักศึกษาแพทยศาสตร์พระบรมราชชนก สถาบันสมทบของมหาวิทยาลัยมหิดล

วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า สถาบันสมทบของมหาวิทยาลัยมหิดล

วิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

คณะแพทยศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

วิทยาลัยแพทยศาสตร์และการสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์

คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา

คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

สำนักวิชาแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

สำนักวิชาแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

สำนักวิชาแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

วิทยาลัยแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม

ขอบคุณ ข้อมูลและภาพ จากเว็บไซต์ https://www.campus-star.com/
post : อังคาร  ที่ 8  ตุลาคม  2562  เวลา  15:51:53 น.  by  www.CreditOnHand.com
 สินเชื่อบุคคล
 บัตรเครดิต
สินเชื่อหมุนเวียนส่วนบุคคล เจมันนี่ J Money JMT Loan
สมัครสินเชื่อหมุนเวียนส่วนบุคคล เจมันนี่ สินเชื่อ เจมันนี่ J Money สินเชื่อหมุนเวียนส่วนบุคคล เจมันนี่ J Money รายได้รวม 10,000 บาทขึ้นไป อายุ 20-55 ปี ไม่เปิดรับพนักงานรายวัน ,เจ้าของกิจการสมัครได้
สินเชื่อบุคคล J Money อัตราดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกที่ 28% ต่อปี สามารถจ่ายขั้นต่ำเพียง 2.5%หรือไม่ต่ำกว่า 200 บาทของยอดที่ใช้วงเงินเป็นสินเชื่อหมุนเวียน
บัตรเครดิตธนาคารออมสิน GSB Premium Credit Card
สมัครบัตรเครดิตธนาคารออมสิน พรีเมี่ยม มีรายได้ประจำ 15,000 บาท/เดือน อายุงาน 4 เดือนขึ้นไป สมัครได้ทั้งเป็นผู้มีรายได้ประจำ/ อาชีพอิสระ/ เจ้าของกิจการ ฟรี ค่าธรรมเนียมแรกเข้าและรายปี ปีแรก
รับคะแนนสะสมจากการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตธนาคารออมสินทุก 25 บาท รับคะแนน GSB Reward Point 1 คะแนน *ฟรีค่าธรรมเนียมรายปี
ร่วมแสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น :
โดย :
รหัสคำถาม :
ตอบคำถาม :
ร่วมตั้งกระทู้เว็บบอร์ด กับ CreditOnHand.com โพสต์ข้อความที่สร้างสรรค์ไม่ใช้คำหยาบ ในกระทู้นี้ค่ะ
ทางเว็บไซต์ไม่ขอรับผิดชอบข้อความต่างๆ ขอให้ผู้โพสรับผิดชอบตัวเอง และรับผิดชอบต่อสังคม

ฮอตฮิตประจำสัปดาห์

  บ้านคอนโดฟรีดาวน์
ลงโฆษณาฟรี
 ลงโฆษณา Text Link
สินค้าแลกแบนเนอร์
สินเชื่อทะเบียนรถ ทิสโก้ ออโต้แคช
เดือนละ 1,000 บาท 5 เว็บไซต์ และ 10 หัวข้อวาไรตี้
เดือนละ 1,000 บาท 5 เว็บไซต์ และ 10 หัวข้อวาไรตี้
เดือนละ 1,000 บาท 5 เว็บไซต์ และ 10 หัวข้อวาไรตี้
เดือนละ 1,000 บาท 5 เว็บไซต์ และ 10 หัวข้อวาไรตี้
เดือนละ 1,000 บาท 5 เว็บไซต์ และ 10 หัวข้อวาไรตี้
เดือนละ 1,000 บาท 5 เว็บไซต์ และ 10 หัวข้อวาไรตี้
เดือนละ 1,000 บาท 5 เว็บไซต์ และ 10 หัวข้อวาไรตี้
เดือนละ 1,000 บาท 5 เว็บไซต์ และ 10 หัวข้อวาไรตี้
เดือนละ 1,000 บาท 5 เว็บไซต์ และ 10 หัวข้อวาไรตี้
เดือนละ 1,000 บาท 5 เว็บไซต์ และ 10 หัวข้อวาไรตี้
เดือนละ 1,000 บาท 5 เว็บไซต์ และ 10 หัวข้อวาไรตี้
เดือนละ 1,000 บาท 5 เว็บไซต์ และ 10 หัวข้อวาไรตี้
เดือนละ 1,000 บาท 5 เว็บไซต์ และ 10 หัวข้อวาไรตี้
เดือนละ 1,000 บาท 5 เว็บไซต์ และ 10 หัวข้อวาไรตี้
เดือนละ 1,000 บาท 5 เว็บไซต์ และ 10 หัวข้อวาไรตี้
เดือนละ 1,000 บาท 5 เว็บไซต์ และ 10 หัวข้อวาไรตี้
เดือนละ 1,000 บาท 5 เว็บไซต์ และ 10 หัวข้อวาไรตี้
เดือนละ 1,000 บาท 5 เว็บไซต์ และ 10 หัวข้อวาไรตี้
เดือนละ 1,000 บาท 5 เว็บไซต์ และ 10 หัวข้อวาไรตี้
เดือนละ 1,000 บาท 5 เว็บไซต์ และ 10 หัวข้อวาไรตี้
เดือนละ 1,000 บาท 5 เว็บไซต์ และ 10 หัวข้อวาไรตี้